มุมคิดเล็ก ๆ จากโต๊ะผู้บริหารโรงเรียน โดยรอยขีดใต้บรรทัด
มีอยู่ช่วงหนึ่งของการทำงานในฐานะผู้บริหารโรงเรียน ที่ผมนั่งพิจารณาเอกสารประเมินผลการปฏิบัติงานของครูแต่ละคน เอกสารกองหนึ่งวางอยู่ตรงหน้า เต็มไปด้วยตัวเลข คะแนนประเมิน และรายละเอียดต่าง ๆ ที่ต้องใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน
ระหว่างที่เปิดดูเอกสารไปทีละหน้า สายตาก็สะดุดกับช่องหนึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นคือ “สถิติการลา”
ผมเชื่อว่า ผู้บริหารหลายคนคงเคยมีคำถามในใจเหมือนกันว่า
“การลา ควรนำมาพิจารณาเลื่อนเงินเดือนหรือไม่”
ในทางระเบียบราชการ การลาเป็นสิทธิของครูและบุคลากรทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการลาป่วย ลากิจส่วนตัว หรือการลาเพื่อดูแลครอบครัว สิ่งเหล่านี้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน เพราะผู้เขียนระเบียบคงเข้าใจดีว่า คนทำงานทุกคนย่อมมีชีวิตอีกด้านหนึ่งนอกเหนือจากหน้าที่ในโรงเรียน
ครูเองก็เช่นกัน
ครูไม่ได้เป็นเพียงผู้สอนในห้องเรียน แต่ยังเป็นลูก เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นคนในครอบครัวของใครบางคน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อมองจากมุมของโรงเรียน ผู้บริหารก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การลาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งย่อมมีผลต่อการจัดการเรียนรู้ นักเรียนอาจขาดความต่อเนื่องในการเรียน ครูคนอื่นอาจต้องช่วยรับภาระงานเพิ่มขึ้น บางครั้งตารางสอนต้องปรับเปลี่ยนกะทันหัน
นี่คือเหตุผลที่ทำให้หลายคนมองว่า การลาควรถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินผลการทำงาน
แต่ทุกครั้งที่ผมนึกถึงเรื่องนี้ ก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า
“จำนวนวันลาสามารถบอกคุณค่าของครูคนหนึ่งได้จริงหรือ?”
ในประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ผมพบครูหลายคนที่อาจมีการลาบ้างตามความจำเป็น แต่ทุกครั้งที่เขาอยู่ในห้องเรียน เขาทุ่มเทอย่างเต็มที่ เตรียมการสอนอย่างดี ใส่ใจนักเรียน และพยายามทำให้เด็กทุกคนเข้าใจบทเรียน
ในขณะเดียวกัน ก็มีครูบางคนที่แทบไม่เคยลา แต่การทำงานก็ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมจึงเริ่มเชื่อว่า
สิ่งที่ควรมีน้ำหนักมากที่สุดในการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ไม่ใช่จำนวนวันที่มาทำงาน แต่คือคุณภาพของงานที่ทำ
โรงเรียนไม่ได้ต้องการเพียงคนที่ “อยู่ครบวัน”
แต่ต้องการครูที่ “ทำให้ทุกวันที่อยู่ มีคุณค่า”
แน่นอนว่า การลาไม่ควรเกิดขึ้นบ่อยโดยไม่จำเป็น เพราะหน้าที่ของครูคือความรับผิดชอบต่อผู้เรียน แต่ในขณะเดียวกัน ผู้บริหารก็ควรเข้าใจว่าชีวิตของคนทำงานไม่ได้มีเพียงบทบาทในโรงเรียนเท่านั้น
บางครั้ง การลาหนึ่งวัน อาจหมายถึงการไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วย
บางครั้ง การลาหนึ่งวัน อาจหมายถึงการจัดการเรื่องสำคัญของครอบครัว
และบางครั้ง การลาหนึ่งวัน อาจเป็นเพียงการพักเพื่อกลับมาทำงานได้ดีขึ้น
เมื่อมองเช่นนี้ การลาจึงไม่ควรถูกมองเพียงตัวเลขในเอกสาร แต่ควรถูกมองผ่านความเข้าใจในชีวิตของคนทำงานด้วย
ในฐานะผู้บริหาร สิ่งที่ผมพยายามยึดถือเสมอคือ ความเป็นธรรมและความเข้าใจ
การเลื่อนเงินเดือนควรสะท้อนถึงความทุ่มเท ผลงาน และคุณค่าที่ครูสร้างให้กับนักเรียน มากกว่าการนับจำนวนวันลาในสมุดบันทึก
ขณะเดียวกัน ครูเองก็ควรใช้สิทธิการลาอย่างเหมาะสม เพราะทุกครั้งที่ครูไม่อยู่ในห้องเรียน คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ นักเรียน
หากทั้งสองฝ่ายเข้าใจซึ่งกันและกัน ผู้บริหารบริหารด้วยความเป็นธรรม และครูทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ โรงเรียนก็จะยังคงเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจและกำลังใจในการทำงาน
และในท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดในโรงเรียน อาจไม่ใช่เรื่องของ การลา หรือการเลื่อนเงินเดือน
แต่คือคำถามที่ว่า
“วันนี้เราทำอะไรเพื่อให้นักเรียนของเราเรียนรู้ได้ดีขึ้นหรือยัง”
