โดยรอยขีดใต้บรรทัด
“เจ้าแม่ในโรงเรียน” เรื่องจริงที่หลายคนรู้ แต่ไม่ค่อยมีใครพูด
ในโรงเรียนจำนวนไม่น้อย มีคำหนึ่งที่ครูมักพูดกันเบา ๆ ในวงสนทนา นั่นคือคำว่า “เจ้าแม่”
คำนี้ไม่ได้หมายถึงตำแหน่งทางราชการ ไม่ได้มีระบุในโครงสร้างการบริหาร แต่กลับมี “อิทธิพล” ในโรงเรียนอย่างน่าประหลาด บางครั้งอิทธิพลนั้นอาจมากกว่าตำแหน่งบริหารเสียอีก
“เจ้าแม่ในโรงเรียน” มักไม่ใช่คนใหม่ แต่เป็นคนที่อยู่ในโรงเรียนมานาน รู้จักระบบ รู้จักผู้คน และมีเครือข่ายความสัมพันธ์กว้างขวาง เสียงของเขาในที่ประชุมอาจไม่ได้ดังที่สุด แต่กลับเป็นเสียงที่หลายคน “เกรงใจ” มากที่สุด
ในบางโรงเรียน การตัดสินใจบางเรื่องไม่ได้ขึ้นอยู่กับระเบียบหรือเหตุผลทั้งหมด แต่อยู่ที่ว่า “เจ้าแม่คิดอย่างไร”
ครูใหม่ที่เพิ่งย้ายมา บางครั้งจะได้รับคำแนะนำแบบไม่เป็นทางการว่า
“เรื่องนี้ต้องถามพี่คนนั้นก่อนนะ”
“ถ้าพี่เขาไม่โอเค งานนี้อาจเดินยาก”
ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเงียบ ๆ ในหลายโรงเรียน จนบางครั้งกลายเป็น “ระบบคู่ขนาน” กับระบบการบริหารที่ควรจะเป็น
แน่นอนว่า ครูที่มีประสบการณ์มากย่อมมีคุณค่า โรงเรียนต้องการคนที่รู้บริบทขององค์กร และสามารถให้คำแนะนำกับคนรุ่นใหม่ได้ แต่ปัญหาจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อ อิทธิพลของบุคคลมากกว่าระบบ
เมื่อความคิดเห็นของคนหนึ่งคนมีน้ำหนักมากเกินไป บรรยากาศในโรงเรียนก็อาจเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว
ครูบางคนเริ่มไม่กล้าเสนอความคิดใหม่
บางคนเลือกที่จะ “เงียบไว้ก่อน”
บางคนทำงานไปตามกระแสเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
สุดท้ายแล้ว โรงเรียนที่ควรจะเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้และการพัฒนา กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนต้องคอยระวังทิศทางของอิทธิพลในองค์กร
สำหรับผู้บริหารโรงเรียน ปัญหาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหากปล่อยไว้โดยไม่จัดการ องค์กรอาจค่อย ๆ สูญเสียบรรยากาศของความเป็นมืออาชีพ และเปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมของ “ใครมีอิทธิพลมากกว่า”
แต่การแก้ปัญหานี้ไม่ได้หมายถึงการต่อต้านใครคนหนึ่ง สิ่งสำคัญคือการทำให้ ระบบการทำงานชัดเจนและเป็นธรรม ให้ทุกคนมั่นใจว่า การตัดสินใจในโรงเรียนยึดหลักของเหตุผลและประโยชน์ของผู้เรียน ไม่ใช่อิทธิพลของบุคคล
ในอีกมุมหนึ่ง คนที่ถูกเรียกว่า “เจ้าแม่” เองก็อาจไม่ได้ตั้งใจจะมีอิทธิพลเช่นนั้น บางครั้งเพียงเพราะเขาเป็นคนเก่ง คนทำงานจริง และมีคนจำนวนมากฟังเขา หากบุคคลเหล่านี้ใช้บทบาทของตนในทางสร้างสรรค์ ก็สามารถกลายเป็น พลังสำคัญของโรงเรียน ได้
เพราะความจริงแล้ว โรงเรียนไม่จำเป็นต้องมี “เจ้าแม่”
แต่โรงเรียนต้องการ ทีมงานมืออาชีพที่ทำงานร่วมกันอย่างเคารพกันและกัน
และเมื่อวันหนึ่งโรงเรียนสามารถสร้างวัฒนธรรมแบบนั้นได้
คำว่า “เจ้าแม่ในโรงเรียน” อาจเหลือเพียงเรื่องเล่าขำ ๆ ในอดีตก็เป็นได้
